Account Payment

 
สั่งซื้อสอบถามได้ที่
Line ID : kate_o_clare (ตัวโอ)
Email : thaicarvingart@gmail.com
Tel : 081-929-2221

                                           

 

 

                                                                                                 
 Today Visit  135 คน
 Yesterday 225 คน
 This Month  3890 คน
This Year 83559 คน
Total Visitor 783912 คน

Start Date 2009-08-14

 
   
 
 
 
 
 
 
 





 
ผักพื้นบ้าน...มรดกของแผ่นดินที่ค่อยๆ สูญหาย                                                                                                                                                                                                                       บทความโดย  ......  อรการ  กาคำ
ในยุคที่ผักเศรษฐกิจดูน่ารับประทานและหาซื้อได้ง่ายแต่ผักพื้นบ้านค่อยๆ หายไปจากวัฏจักรชีวิต ทั้งๆที่ผักพวกนี้มีคุณค่าทางอาหารและเป็นยา รวมถึงปลอดสารพิษโดยธรรมชาติดังนั้นขอชวนคิดเล่นๆ ว่า มันหายไปไหน
ตอนที่เรายังเด็กจำได้ว่า ย่าของเราแทบไม่ได้ไปตลาด สองถึงสามวันไปตลาดหนหนึ่งเพื่อซื้อเนื้อหมู ปลาแห้ง หรือของจำเป็นเพียงนิดหน่อยเท่านั้นจากนั้นย่าก็เก็บพืชผักใบไม้ใบหญ้าในบริเวณบ้านมาแกง ทำได้หลากหลายเมนูไม่ซ้ำกันใส่เนื้อหมูลงไปเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะหนักไปทางผักต่างๆ มากกว่าแกงหรือต้มใส่ปลาแห้งที่ตากเก็บไว้บ้างตามเรื่องตามราว
เนื้อที่บ้านกว้างไม่เท่าไหร่ ทว่าดูเหมือนจะมีทุกสิ่งทุกอย่างครบครันถ้าจะให้นับเท่าที่จำได้ในตอนนี้ว่า มีต้นไม้ใบหญ้าอะไรบ้าง เห็นจะมีต้นมะพร้าว, มะม่วง, ต้นหมากหลายต้น โดยเฉพาะต้นหมากนี่ถือเป็นของมีประโยชน์และจำเป็นสำหรับย่าคนแก่ได้เคี้ยวหมาก แถมยังทำหมากตากแห้งไว้ขายที่ตลาดอีกด้วย นอกจากนั้นก็มี ใบพลู, ใบชะพลู, ใบยอ, ต้นแค, ต้นกระเจี๊ยบ, สะระแหน่, ต้นมะเฟือง, ผักหวาน, เล็บครุฑ, ผักกูดหลังยุ้งข้าว, มะละกอ, ต้นกล้วย, ขิง, ข่า ใบกะเพรา และพริกขี้หนู ฯลฯ
ผักริมรั้วก็มีกระถิน, ชะอม, ผักปลัง, มะระขี้นก, ผักแคบ (หรือผักตำลึง), มะเขือพวง, ใบบัวบก, ผักชีฝรั่ง ที่ขึ้นปะปนกับต้นหญ้าหลากหลายชนิดแม้กระทั่งต้นบุกหรือคอนยักขุที่ชาวอาทิตย์อุทัยนิยมกัน สาธยายเท่าที่จำได้ยังแทบไม่หมด
อาหารเท่าที่จำได้ก็จะมี แกงผักหวานใส่วุ้นเส้น, แกงผักปลังใส่แหนมรสชาติก็จะออกเปรี้ยวๆ เผ็ดๆ, แกงปลีกล้วยใส่แคบหมู ส่วนยอดอ่อนของมะระขี้นกย่าก็จะเอามาลวกจิ้มกับน้ำพริกกะปิ นึกถึงทีไรยังจำรสชาติขมๆ ติดอยู่ที่ปลายลิ้นพอหน้าร้อนเรามักจะถูกใช้ให้ไปเก็บใบบัวบก หรือดอกกระเจี๊ยบมาต้มใส่น้ำตาลเพื่อมาทำเป็นน้ำใบบัวบก น้ำกระเจี๊ยบ ขายหน้าบ้าน ช่วงเมษาฯหน้าร้อน หรือสงกรานต์
บางครั้งเป็นลูกมือช่วยย่าในครัว ก็มักจะถูกใช้ให้วิ่งไปเก็บผักชีฝรั่งมาสัก 1 กำ ถูกใช้ให้ไปเก็บผักโน่นนี่นั่น ทีแรกเราคิดว่าต้นไม้ใบหญ้าเหล่านี้คงขึ้นเองตามธรรมชาติ กว่าจะรู้ว่าที่มันขึ้นได้ก็เพราะฝีมือย่าแต่เพียงผู้เดียว ก็ตอนที่เสียย่าไปแล้ว ต้นไม้ใบหญ้าเหล่านั้นค่อยๆล้มหายตายจากไปทีละต้นสองต้น ผ่านไป 20 ปีเหลืออยู่ไม่กี่อย่างเพราะแม่ขยันถมที่เทปูน เอาไว้ทำโรงจอดรถบ้าง ทำรั้วใหม่ที่เหล่านั้นกลายเป็นพื้นที่ใช้สอยต่างๆ ไปโดยปริยาย
นึกว่าผักพื้นบ้านในพื้นที่บ้านของเราหายไปเท่านั้น เมื่อเร็วๆ นี้ กลับเชียงรายคุยกับแม่ค้าในตลาด ก็รู้ว่า ผักพื้นบ้านหลายชนิดหายากขึ้นทุกที บางอย่างหายไปแล้วไม่รู้ว่าหายไปไหน หรือว่าทุกบ้านพร้อมใจกันเทปูน ถมที่ สร้างโรงจอดรถกันหมดอาจจะเป็นไปได้ น้ำมันในโลกนี้ถึงได้ไม่พอใช้……
ดร.สง่า รามาพงศ์ นักโภชนาการ จากกองโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุขพูดถึงความหมายของผักพื้นบ้านว่า เป็นผักอะไรก็ได้ที่ปลูกในท้องถิ่นนั้นๆโดยไม่มีการใช้สารเคมี เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ในป่าเขาลำเนาไพร ในท้องนาและเป็นผักที่ชาวบ้านพื้นถิ่นกินกันเป็นประจำ
คนไทยในอดีตกาล ดำรงชีวิตอยู่ได้ก็ด้วยผักพื้นบ้านเหล่านี้เป็นหลักคุณค่าของผักมีวิตามินแร่ธาตุมากมาย เช่น วิตามินซี, ธาตุเหล็ก, แคลเซียม, เบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันโรคมะเร็งผักพื้นบ้านหลายชนิดออกฤทธิ์ทางยาด้วย
"จะคาบเกี่ยวกัน เพราะผักมีคุณค่าทางโภชนาการมาก มีแร่ธาตุต่างๆร่างกายเราสะสมไว้ก็สามารถออกฤทธิ์เป็นสมุนไพรไปโดยปริยาย ข้อดีของผักพื้นบ้านก็คือปราศจากสารปนเปื้อน หรือสารพิษใดๆ ทั้งสิ้น ก็เลยทำให้ไม่เป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆเช่นมะเร็งเป็นต้น….”
นักโภชนาการยืนยันว่า คนไทยทุกหมู่เหล่า บริโภคผักพื้นบ้านมานานแล้วโดยกินอย่างมีเหตุมีผล ถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก จนกลายเป็นบรรพบุรุษของพวกเราไม่มีห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ ไม่มีการวิจัยว่า ผักเหล่านั้นมีคุณค่ามากเพียงใดเราใช้ชีวิตของคนในอดีตเป็นการทดลอง และมีการพัฒนาเรื่อยมา
"เราจะเห็นถึงความเฉียบคมของบรรพบุรุษเรา ยกตัวอย่างจะรู้ได้อย่างไรว่าใบไม้ชนิดไหนกินได้ เขาก็ดูจากแมลง แมลงกินแล้วไม่ตายแสดงว่าคนก็กินได้ ใบไม้เขียวๆเอามาลวกกิน แล้วรู้สึกว่าขม เขาก็คิดว่าหวานเป็นลม ขมเป็นยากลายเป็นคำพูดของบรรพบุรุษ นอกจากนั้นเขาก็มีภูมิปัญญาอีกว่า ในเมื่อใบไม้มันขมเขาก็ทำน้ำปลาหวานจะได้ตัดรสขมซะไม่มีโปรตีนก็ไปหาปลาดุกที่มีตามท้องไร่ท้องนามาย่าง ก็กินกันมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน เป็นสะเดาน้ำปลาหวาน เป็นมรดกทางอาหาร คนไทยมีกุศโลบายการกินผักสังเกตให้ดี แกงทุกชนิดจะต้องมีผัก และคนไทยกินน้ำพริกแล้วน้ำพริกก็ต้องกินกับผักต่างๆ…… "
สาเหตุที่ผักพื้นบ้านลดลง
ผักพื้นบ้านบางชนิดใกล้จะสูญไปจากพื้นถิ่น นักวิชาการคนเดิมบอกว่าสาเหตุที่ผักลดลงอย่างมากมายนั้น ไม่อยากโทษการทำลายสิ่งแวดล้อมเป็นเพราะคนไทยรุ่นหลังๆ ไม่ได้ถูกปลูกจิตสำนึกว่า ผักพื้นบ้านเป็นมรดกของแผ่นดินไม่ได้รู้สึกรักหรือหวงแหน และส่งเสริมให้กินกันต่อไป สิ่งแวดล้อมป่าไม้ถูกทำลายบรรยากาศที่เอื้อให้เกิด ก็ไม่เกิดอีกแล้ว ผักพื้นบ้านก็เลยค่อยๆ หายไป
"อีกอย่างวิธีการบริโภคของคนไทยยุคใหม่ เป็นการดูถูกตัวเองดูถูกภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ หันไปบริโภคผักจากแถบตะวันตก อาทิ แครอทผักสดไฮโดรโปรนิคต่างๆ ฯลฯ ผักเหล่านั้นเป็นผักเศรษฐกิจล้วนใช้ยาและสารเคมีทั้งสิ้น"
อีกสาเหตุหนึ่งของการสูญของผักพื้นบ้าน ก็คือ พ่อแม่ยุคใหม่ไม่ทำอาหารกินกันเองในบ้าน ถ้าพ่อแม่ไม่กิน แล้วลูกจะกินได้อย่างไรเพราะไม่ได้มีการปลูกฝัง ทำให้การปลูกและการอนุรักษ์ผักพื้นบ้านลดลงโดยปริยาย
 
จะเอาผักกลับมาได้อย่างไร
มาถึงตรงนี้แล้วน่าเป็นห่วง เราเริ่มรู้สึกแล้วว่า อยากให้คนไทยทุกภาคตื่นตัวหันมากินผักพื้นบ้าน หันมาปลูกผักพื้นบ้าน ชนิดที่ว่าสามารถหาได้ในตลาดสดสวนหลังบ้านกันแทบทุกครัวเรือน จะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่ง แถมยังได้กินผักสดๆที่เพิ่งเด็ดมาจากต้นใหม่ๆ คุณค่าทางวิตามินเพียบ ปลอดสารพิษอีกต่างหากมีแต่ผลดีทั้งนั้น
"จะเอาผักกลับมายังไง ผมว่าน่าจะเป็นนโยบายระดับชาตินะครับ เราไม่มองแค่คนกินควรมองว่าจะเอาธรรมชาติคืนสู่แผ่นดินได้อย่างไรแทนที่จะรณรงค์ให้เกษตรกรปลูกผักปลอดสารพิษ ผักอินทรีย์ ไม่ใช้ยา ไม่ใช้สารเคมีผมว่ามารณรงค์เรื่องผักพื้นบ้านดีกว่า เป็นทางออกที่งดงามที่สุดมีคุณประโยชน์มโหฬาร เอาธรรมชาติที่บรรพบุรุษเราให้เป็นมรดกนั้นกลับคืนมา"
น่าจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะมีนโยบายออกมาเพื่อส่งเสริม อนุรักษ์ ฟื้นฟูผักพื้นบ้านให้คืนชีพอีกครั้งพร้อมกับรณรงค์ให้คนรุ่นหลังเห็นความสำคัญของผักพื้นบ้าน ปลุกจิตสำนึกให้เห็นคุณค่าส่งเสริม ปรารถนา รักษา ผักพื้นบ้าน ควรจะเริ่มจากชุมชนต่างๆ ในท้องถิ่นแต่ละภาคเริ่มจากชนบทสู่เมือง เพราะมีเด็กรุ่นใหม่ 80 เปอร์เซ็นต์อาศัยอยู่ในท้องถิ่นต่างจังหวัด ต้องเข้าไปรณรงค์ในองค์กรต่างๆ เช่นโรงเรียน ปลูกฝังค่านิยมใหม่อย่างไร เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องช่วยกันคิด
"ส่วนนักโภชนาการอย่างผม ก็จะมีหน้าที่วิเคราะห์หาคุณค่าทางโภชนาการต่อไป เช่นใบยอ กระโดน ผักเซียงดาของทางเหนือ มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างไรทำอย่างไรจะดัดแปลงเมนูให้เข้ากับวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ จะกินแบบเดิมๆเหมือนคนสมัยโบราณ คงไม่ได้อีกแล้ว อาจจะใช้ไม่ได้ผลเพราะวิถีชีวิตมันเปลี่ยนไปแล้ว"
ยกตัวอย่าง ผักกูด ซึ่งเป็นผักพื้นบ้านภาคใต้ มีวิธีกินแบบดั้งเดิม คือลวกจิ้มกับน้ำพริก คนรุ่นใหม่ยุคนี้นิยมอาหารประเภทยำ อาจจะนำผักกูดมายำใส่เครื่องเคราน่าสนใจ ผสมผสานกับความสมัยใหม่ด้วยการยำกับแครอท เป็นต้นแล้วคำนวณวิตามินเกลือแร่ที่จะได้จากอาหารจานนี้ ทำให้เป็นที่น่าสนใจมากขึ้น
ใบยอ ถ้าหั่นเหมือนผักคะน้า ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมัน เจียวกระเทียมสับให้หอมใส่ใบยอหั่นลงไป ปรุงรสด้วยเต้าเจี้ยว น้ำตาลทราย รับรองได้ว่าอร่อยเท่ากับคะน้าไฟแดง จนแยกกันไม่ออกหรือใครจะนำใบยอไปลวกจิ้มกับน้ำพริกกะปิรสชาติกลมกล่อมอย่าบอกใคร
ส่วน ผักเซียงดา ของทางพื้นบ้านชาวเหนือ เขาจะนิยมนำมาแกงอาจจะทำเมนูเพิ่มด้วยการนำผักเซียงดามาผัดน้ำมันหอย ใส่ไข่ไก่ก็ได้มีผักมากมายหลายชนิดในพื้นถิ่นเรา ที่สามารถปลูกทิ้งขว้างริมรั้วแล้วเด็ดกินได้อร่อยมีคุณค่าทางโภชนาการ
เราเคยได้ยินมาว่า ปัจจุบันผักพื้นบ้านที่ได้รับความนิยมสูงจนเกษตรกรใช้วิธีธรรมชาติปลูกไม่พอต่อความต้องการของตลาด ก็เลยแอบใช้สารเคมีนั่นก็คือ ชะอม อาจารย์นักวิชาการตอบว่าจริง
ครั้นถามว่าเราในฐานะผู้บริโภคจะดูอย่างไรว่า ชะอมอันไหนใช้สารเคมี ท่านก็ตอบว่ายากที่จะรู้ว่าอันไหนใช้ยา ต้องมีการส่งเสริมให้ปลูกชะอมกันเยอะๆให้ผลผลิตออกมาตามธรรมชาติเพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้น หลายๆฝ่ายจึงต้องพัฒนาไปพร้อมกัน
"ตอนนี้หลายหน่วยงานก็เริ่มรณรงค์อยู่ แต่เป็นกลุ่มเล็กๆ ไม่มีพลังมากพอเพราะขาดการสนับสนุนจากรัฐอย่างจริงจังอยากลุกขึ้นมาเรียกร้องให้ประชาชนทุกคนตื่นตัวเหมือนกัน"
ในบ้านเรามีผักต่างๆ เหล่านี้ครบถ้วนสมบูรณ์ นั่นก็หมายถึงธรรมชาติมีความหลากหลายทางชีวภาพ ความสมบูรณ์ของสิ่งแวดล้อมภูมิศาสตร์บ้านเราเอื้ออำนวยให้มีความหลากหลายทางชีวภาพมากกว่าหลายๆ ประเทศด้วยซ้ำแต่พวกเรากลับมองไม่เห็น ก็เลยช่วยกันทำลายจนเกือบหมดต่อไปหากหมดความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว มนุษย์ก็จะดำรงอยู่ต่อไปได้ยาก
"พวกเราคิดไม่ถึงว่า มันคือทุนทางเศรษฐกิจ ประเทศเราไม่มีบ่อน้ำมันไม่มีเพชรนิลจินดา ไม่มีแร่ทองคำอย่างประเทศอื่นๆ แต่เรามีความหลากหลายทางชีวภาพถ้าเรามองเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว และช่วยกันถนอมรักษาก็จะเป็นทุนทางเศรษฐกิจของพวกเราเอง… "
ผักพื้นบ้านมีมากมายหลากหลายชนิด จนพูดไม่หมดทุกชนิดให้คุณค่าทางโภชนาการทั้งพลังงาน, โปรตีน, ไขมัน, กาก, คาร์โบไฮเดรต, แคลเซียม, ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก ไม่มีชนิดใดให้ค่าเป็นศูนย์ช่วยกันฟื้นชีพให้ผักพื้นบ้านกันดีไหมคะ !!!
คุณรู้จักผักพวกนี้ไหม
ถ้าจะเอ่ยถึงชื่อผักพื้นบ้านต่างๆ คนรุ่นใหม่อาจจะไม่เคยได้ยินด้วยซ้ำ เผลอๆอาจจะหัวเราะขบขันเพราะความแปลกของชื่อ อย่างเช่น กระทือ, กระวาน, กาหลา, จวง, จิก, ชะพลู, แซะ, ดีปลีเชือก, โด๊ะเด๊ะ, ตะลิงปิง, เถาคัน, ทำมัง, เพกา, แฟบ, ลำเท็ง, ลิ้นห่าน, หมรุย, แหม็ดชุน ส่วนใหญ่ที่เอ่ยมาจะเป็นผักพื้นบ้านภาคใต้บางชนิดมีทั้งภาคใต้-เหนือ-อีสาน พอขึ้นอยู่ที่ภาคไหนก็จะมีชื่อแบบพื้นถิ่นภาคนั้นๆ
อย่าง เพกา (เป็นชื่อเรียกทางภาคใต้) แถวภาคอีสานเรียกว่า บ้องไหล ลิ้นฟ้าเพราะต้นสูงๆ ของมันพอจะมีผลที่นำมาเผาลอกเปลือก นำเนื้อข้างในขมๆ มาจิ้มน้ำพริกลักษณะของผลจะเป็นฝักแบนๆ ยาวเหมือนดาบ จำได้ว่าย่าเราเรียกต้นนี้ว่า บะลิดไม้ (ทางเหนือ) หรือบางคนเรียกว่า มะลิ้นไม้ เพราะลักษณะของผลเหมือนคนแลบลิ้นยาวๆยอดอ่อนของเพกา ใช้ลวกกินกับน้ำพริก ฝักอ่อนใช้จิ้มน้ำพริก ผัดหรือแกงก็ได้ถ้าต้องการให้รสขมหมดไป ต้องเอาไปเผาให้ไหม้เกรียม แล้วขูดผิวที่ไหม้ไฟออกนำไปหั่นเป็นชิ้นๆ ล้างน้ำหลายๆ หนก็จะลดความขมไปได้ สรรพคุณของ ’เพกา’ แก้ร้อนในแก้ไอ ขับเสมหะได้อีกด้วย

ฝักของเพกา หรือ ลิ้นฟ้า
 

 ผักกูด.

ผักปลัง
 
ผักเชียงดา
 
กระทือ
 
กระวาน
 
ตะลิงปลิง
 
ลิ้นห่าน

คลิ๊กนี้มีความหมาย
   
 
                           

 



Copyright @2009 All Rights Reserved
www.thaicarvingart.com
136/29 Putthamonthon Sai 4 Road (Opposite Mahidol University, Gate 2 Salaya Campus)
Salaya, Nakornpathom 73170 THAILAND
Tel : (66) 81 929 2221
Email : thaicarvingart@gmail.com
Line ID : kate_o_clare